มารยาทการเเต่งกาย

มารยาทการเเต่งกาย

    การแต่งกายแสดงถึงขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม แล้วยังแสดงถึงอุปนิสัยใจคอ จิตใจ รสนิยม ตลอดจนการศึกษาและฐานะของแต่ละบุคคลได้เป็นอย่างดี การแต่งกายของผู้ที่อยู่ในสังคมจึงเป็นสิ่งจำเป็นและมีหลักสำคัญที่ควรปฏิบัติ3 ดังนี้ 
1. ความสะอาด ต้องเอาใส่เป็นพิเศษโดยเริ่มต้นด้วยเครื่องแต่งกาย ได้แก่ เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า เครื่องประดับ กระเป๋าถือ ต้องสะอาดหมด ใช้เครื่องสำอางค์แต่พอควรและร่างกาย ก็ต้องสะอาดทุกส่วนตั้งแต่ ผม ปาก ฟัน หน้าตา มือ แขน ลำตัว ขาและเท้าตลอดจนถึงเล็บ รวมไปถึงกลิ่นตัวที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องอาบน้ำฟอกสบู่ให้หมดกลิ่นตัว ถ้าทำได้ทุกส่วน ก็ถือว่าสะอาด
2. ความสุภาพเรียบร้อย คือ เครื่องแต่งกายนั้นต้องอยู่ในลักษณะสุภาพเรียบร้อย ไม่รุ่มร่ามหรือรัดตัวจนเกินไป ไม่ใช้สีฉูดฉาด ควรแต่งให้เข้ากับสังคมนั้น ความสุภาพเรียบร้อยนั้นรวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ เครื่องประดับและการแต่งหน้าแต่งผมด้วย
3. ความถูกต้องกาลเทศะ การแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ เป็นเรื่องสำคัญมาก ผู้มีมารยาทดีย่อมต้องเอาใจใส่ เพราะการแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ หมายถึง การเลือกแต่งกายให้ถูกต้องเหมาะสมกับเวลายุคสมัยนิยมและสถานที่ 

มารายาทการไหว้

มารายาทการไหว้

การไหว้ เป็นมารยาทไทยที่เป็นสืบทอดกันมาช้านาน การไหว้เป็นการแสดงถึงความมีสัมมาคารวะ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความหมายเพื่อการทักทาย การขอบคุณ การขอโทษ หรือการกล่าวลา โดยยกมือสองข้างประณม นิ้วชิดกัน ปลายนิ้วจรดกัน ยกมือขึ้นในระดับต่าง ๆ ตามฐานะของบุคคล และเมื่อมีผู้ทำความเคารพด้วยการไหว้ ให้ทำการรับไหว้ทุกครั้ง การรับไหว้ใช้ประณมมือแค่อก แล้วยกขึ้นเล็กน้อย ก้มศีรษะ

คำที่มักจะกล่าวในขณะที่ไหว้เพื่อทักทายหรือกล่าวลานั้นคือ คำว่า สวัสดี มาจาก พระยาอุปกิตศิลปสาร หรือ นิ่ม กาญจนาชีวะ ซึ่ง"สวัส" แปลว่าก้าวหน้า รวมแล้วจึงแปลว่า "ขอให้เจริญรุ่งเรือง"

การกราบ (อภิวาท) เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง มี ๒ แบบ คือ

การกราบ (อภิวาท) เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง มี ๒ แบบ คือ

๑ การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์
๒ การกราบผู้ใหญ่ 

 



 การกราบเเบบเบญจางคประดิษฐ์

                                                     
                                                                                     
ท่าเตรียม
      ชาย นั่งคุกเข่าตัวตรงปลายเท้าตั้ง ปลายเท้าและส้นเท้าชิดกัน นั่งบนส้นเท้า เข่าทั้งสองห่างกันพอประมาณ มือทั้งสองวางคว่ำบนหน้าขา ทั้งสอง    ข้าง นิ้วนิวชิดกัน (ท่าเทพบุตร)      
      หญิง นั่งคุกเข่าตัวตรง ปลายเท้าราบ เข่าถึงปลายเท้าชิดกัน นั่งบนส้นเท้า มือทั้งสองวางคว่ำบนหน้าขา ทั้งสองข้าง นิ้วชิดกัน (ท่าเทพธิดา)

ท่ากราบ

      จังหวะที่ ๑ (อัญชลี) ยกมือขึ้นในท่าประนมมือ
      จังหวะที่ ๒ (วันทนา) ยกมือขึ้นไหว้ตามระดับที่ ๑ การไหว้พระ
      จังหวะที่ ๓ (อภิวาท) ทอดมือทั้งสองลงพร้อม ๆ กัน ให้มือและแขนทั้งสองข้างราบกับพื้น คว่ำมือห่างกันเล็กน้อยพอให้หน้าผากจรดพื้นระหว่างมือได้

      ชาย  ศอกทั้งสองข้างต่อจากเข่าราบไปกับพื้น หลังไม่โก่ง
      หญิง ศอกทั้งสองข้างคร่อมเข่าเล็กน้อย ราบไปกับพื้น หลังไม่โก่ง จากนั้นก้มศีรษะลงให้หน้าผากจรดพื้นระหว่างมือทั้งสอง
       ทำสามจังหวะให้ครบ ๓ ครั้ง แล้วยกมือขึ้นไหว้ในท่าไหว้พระ แล้ววางมือคว่ำลงบนหน้าขา
       ในท่าเตรียมกราบ จากนั้นให้เปลี่ยนอิริยาบถตามความเหมาะสม



การกราบผู้ใหญ่

    กราบผู้ใหญ่ที่มีอาวุโสรวมทั้งผู้มีพระคุณ ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ครู อาจารย์ และผู้ที่เราเคารพ ผู้กราบทั้งชายและหญิงนั่งพับเพียบทอดมือทั้งสองข้างลงพร้อมกันให้แขนทั้งสองคร่อมเข่าที่อยู่ด้านล่างเพียงเข่าเดียว มือประนมตั้งกับพื้นไม่แบมือ ค้อมตัวลงให้หน้าผากแตะส่วนบนของมือที่ประนม ในขณะกราบไม่กระดกนิ้วมือขึ้นรับหน้าผาก กราบเพียงครั้งเดียว จากนั้นให้เปลี่ยนอิริยาบถโดยการนั่งสำรวมประสานมือ จากนั้นเดินเข่าถอยหลังพอประมาณแล้วลุกขึ้นจากไป


มารยาทการใช้กิริยาวาจา

มารยาทการใช้กิริยาวาจา

มารยาททางวาจา

    มารยาททางวาจาก็คือบุลิกภาพที่ปรากฏในสังคมที่เกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำสำเนียงต่อบุคคลทั่วไป เช่นการใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ไม่พูดเหยียดหยามผู้อื่น การใช้ว่าคำว่ากรุณาเมื่อต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น การกล่าวคำขอโทษเมื่อทำผิดพลาด  การกล่าวคำขอบคุณเมื่อได้รับความช่วยเหลือ  ไม่ส่งเสียงดังก่อความรำคาญ  ไม่พูดจาโอ้อวดตนเอง ใช้สำเนียงการพูดที่นุ่มนวลเป็นกันเอง ฝึกใช้คำราชาศัพท์และใช้เมื่อโอกาสเหมาะสม

มารยาทการเเนะนำ

    การแนะนำตัวและการแนะนำให้ผู้อื่นรู้จักกันถือเป็นมารยาททางสังคมแบบหนึ่ง ดังนั้นจึงควรทราบวิธีการแนะนำที่เหมาะสม  เช่น เมื่อต้องการแนะนำบุรุษแก่สตรีที่มีวัยอาวุโสใกล้เคียงกัน ควรใช้ว่า คุณคัทลิยาคะ อนุญาตให้ดิฉันแนะนำ ร้อยตำรวจโทพิชิต ปราบไพรพาล สารวัตรประจำสถานีตำรวจบางเขน แก่คุณคะ   และแนะนำให้ฝ่ายบุรุษรู้จักฝ่ายสตรี  คุณคัทลิยา ราชาวดี ประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

                การแนะนำสตรีต่อสตรี การแนะนำบุคคลเพศเดียวกันให้รู้จักกัน ต้องยึดถือความอาวุโสเป็นสำคัญ เช่นแนะนำเพื่อนให้รู้จักมารดา จะต้องแนะนำว่า เจี๊ยบจ๋า นี่คุณแม่ของเรา จากนั้นจึงแนะนำให้คุณแม่รู้จัก เจี๊ยบว่าเป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัย คือแนะนำให้ผู้น้อยรู้จักผู้ใหญ่ก่อน

                การแนะนำบุรุษแก่บุรุษ ก็ใช้หลักการเดียวกันคือแนะนำให้ผู้น้อยรู้จักผู้ใหญ่ก่อน หรือถ้าอายุใกล้เคียงกันก็แนะนำกลางๆเช่น ขออนุญาตแนะนำให้คุณสองคนรู้จักกัน  คุณสมบูรณ์ พูนสุข ประธานบริษัทอุดมสมบูรณ์  คุณสดใส สว่างจ้า ผู้จัดการบริษัทแสงสว่างเรืองรองจำกัด

มารยาทการสนทนา

    การสนทนาที่มีมารยาทมีหลักดังนี้ ในกรณีที่เพิ่งรู้จักกันไม่ควรถามถึงเรื่องส่วนตัว ควรเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ไม่พูดถึงแต่เรื่องส่วนตัวของตนเอง  อย่าบ่นเรื่องเคราะห์กรรมและความต่ำต้อยของตนเองเพราะจะทำให้ผู้อื่นดูถูกได้  อย่าอวดร่ำรวยหรือความมีอำนาจเพราะเป็นการข่มผู้อื่น ไม่พูดถึงเรื่องในครอบครัวให้ผู้อื่นฟัง ไม่ควรพูดว่าเกลียดหรือรักชอบใคร  ไม่นำปมด้อยของผู้อื่นมาล้อเลียน ไม่พูดจาสัปดนหรือลามก  ไม่ตำหนิติเตียนพ่อแม่หรือผู้ที่ควรเคารพ ไม่ปฏิเสธความหวังดีของผู้รู้จัก และไม่พูดขัดคอผู้อื่นจนเกินควร


มารยาทในสังคม

มารยาทในสังคม


    การแสดงออกที่มีแบบแผนในการประพฤติปฏิบัติโดยได้รับการอบรมให้งดงามตามความนิยมแห่งสังคมมารยาท ไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิด แต่ได้มาจากสิ่งแวดล้อม มีการศึกษา อบรมเป็นสำคัญ ดูกิริยา ฟังวาจาของคนแล้ว พอคาดได้ว่าผู้นั้นได้รับการศึกษาอบรมมาอย่างไรพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของมารยาท คือ ความสุภาพและสำรวม คนสุภาพจะเป็นคนที่มีจิตใจสูงเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะคนที่มีอะไรในตัวเองแล้วจึงจะสุภาพอ่อนน้อมได้ ความสุภาพอ่อนน้อมมิได้เกิดจากความเกรงกลัวแต่ถือว่าเป็นความกล้า ส่วนความสำรวม คือ การเป็นคนมีสติ ไม่พูดไม่ทำอะไรที่เกินควร รู้จักการปฏิบัติที่พอเหมาะพองาม คิดดีแล้วจึงทำ คาดแล้วว่าการกระทำจะเป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย มิใช่เฉพาะตัวคนเดียว 
    มารยาทแสดงออกมาที่กิริยาท่าทางและการพูดจา อาศัยการบอกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องฝึกเองจนเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ คนดีมารยาทดีเท่ากันแต่อาจไม่เหมือนกัน เพราะคนมีบุคลิกภาพต่างกัน การแสดงออกย่อมต่างกันด้วย มีตัวร่วม คือ แสดงออกมาแล้วเป็นผลดีแก่ตัว เพราะทำให้ผู้อื่นพอใจด้วยรู้สึกว่าได้รับเกียรติ เมื่อให้เกียรติแก่ผู้อื่น ตนเองก็จะเป็นผู้มีเกียรติด้วย สังคมใดมีคนแสดงมารยาทดีต่อกัน สังคมนั้นเป็นสังคมของผู้มีเกียรติ


มารยาทในการใส่บาตร และมารยาทที่พึงแสดงต่อสถานที่อันควรสักการะ

มารยาทชาวพุทธ

 มารยาทในการใส่บาตร
1.ควรตื่นแต่เช้ามารอใส่บาตร
2. เมื่อพระสงฆ์เดินมาใกล้จะถึง ให้นั่งหย่งยกขันขึ้นเสมอหน้าผากพร้อมอธิษฐาน
ว่า " ขอให้ทานนี้นำมาซึ่งความสิ้นกิเลสเถิด "
3. ลุกขึ้นยืนและถอดรองเท้า ใช้มือขวาตักข้าวใส่ให้ตรงบาตรพร้อมใส่กับข้าว ถ้าอาหารที่จะใส่บาตรจัดเป็นถุง ก็วางถุงใส่บาตรอย่างบรรจง
4. ควรทำด้ายความนอบน้อม และความเคารพ
5.อย่าชวนพระสนทนา
6.เมื่อใส่บาตรเสร็จแล้ว วางขันใว้ข้างตัว แล้วนั่งกระหย่งยกมือไหว้พระ เมื่อพระสงเดินผ่านไปแล้วจึงลุกขึ้น เป็นอันเสร็จ
         มารยาทที่พึงแสดงต่อสถานที่อันควรสักการะ
สถานที่อันควรสักการะ เช่น ศาสนสถาน วัด โบสถ์ ซึ่งควรปฏิบัติดังนี้
1. แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย
2. ถอดหมวก ถอดรองเท้า ลดร่มลง
3. ไม่แแสดงอาการเหยียบย่ำดูหมิ่น
4. ไม่พูดจาลบหลู่ เหยียดหยาม หยาบคาย
5. ไม่ส่งเสียงดังและทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น
6.ไม่กล่าวคำทำนองไม่เชื่อ หรือไม่ศรัทธาต่อสถานศักดิ์สิทธิ์นั้น
7.ทำใจให้เป็นกลาง
8. ปฏิบัติตามธรรมเนียมที่เขาปฏิบัติกัน
9.อย่าทำอะไรที่เป็นการทำลายน้ำใจกัน
         การปฏิสันถาร
การปฏิสันถาร หมายถึง การต้อนรับแขกผู้มาเยือน อาจทำได้หลายวิธี คือ ปฏิสันถารด้วยวาจา ด้วยการให้ที่พักอาศัย และการแสดงน้ำใจต่อกัน เมื่อมีแขกมาบ้าน เราต้องรู้จักปฏิบัติตนว่า จะพูดอย่างไร กับบุคคลวัยใด ฐานะใด จะใช้สรรพนามแทนตัวเราและแขกอย่างไร ต้องรู้จักเลือกให้ถูก แต่อะไรก็ไม่เท่ากับการยิ้มแย้มแจ่มใส โดยแสดงให้เห็นว่า เรายินดีและเต็มใจให้การต้อนรับ

                                     #############################

เรื่อง มารยาทชาวพุทธ

 เรื่อง มารยาทชาวพุทธ
สาระสำคัญ
   มารยาทชาวพุทธ  เป็นการแสดงออกที่มีแบบแผน  ในการประพฤติปฏิบัติ ซึ้งเป็นแนวปฎิบัติที่ทำให้สมาชิกในสังคม สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างดี โดยเฉพาะมารยาทชาวพุทธที่หล่อหลอมมาจาก หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา เป็นกริยาวาจาที่บุคคลในสังคมพึงปฎิบัติต่อกัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม จนนับเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางศาสนา  ที่มีลักษณะเฉพาะของชาวพุทธในประเทศไทย  แม้จะไม่สำคัญเท่าหลักธรรมคำสอนโดยตรง  แต่ก็มีส่วนในการสร้างความรัก  ความสามัคคี  อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของสังคมไทย  ที่คนไทยทุกคนควรประพฤติปฏิบัติและสืบทอดต่อไป

เนื้อหา
มารยาทชาวพุทธ                                                                   
        
1. มารยาทในสังคม
2. มารยาทในการแต่งกาย 

3. มารยาทในการยืน
4. มารยาทในการเดิน
5. มารยาทในการนั่ง
6. มารยาทในการไหว้
7. มารยาทในการกราบ
8. มารยาทในการใช้กิริยาวาจา


มารยาทในสังคมไทย
เป็นสิ่งที่ดีงามในสมัยก่อนนั้น มารยาทชาวพุทธ จะถูกปลูกฝังมาจากครอบครัวและคำสอนทางพระพุทธศาสนา จนนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางศาสนาที่มีลักษณะเฉพาะของชาวพุทธในประเทศไทย วัฒนธรรมไทย ประเพณีไทย

การแต่งกายไปวัด 
          วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวพุทธจึงควรปฏิบัติตนต่อวัดด้วยความสุภาพและความเคารพ เพื่อให้เกิดความเป็นศิริมงคลแก่ตัวเอง โดยปฏิบัติดังนี้คือ - ควรแต่งกายให้สะอาดเรียบร้อยสีเรียบ ๆ ไม่มีลวดลายหรือสีฉูดฉาด ไม่รัดรูปเพื่อสะดวกในการกราบไหว้ และทำสมาธิ - วัดมิใช่ที่ที่คนจะแต่งตัวไปอวดความร่ำรวยกัน วัดควรเป็นที่เราไปเพื่อขัดเกลากิเลสมากกว่า จึงไม่ควรแต่งกายให้หรูหราล้ำสมัยใส่เครื่องประดับรุงรัง ไม่ควรใส่น้ำหอมที่มีกลิ่นรุนแรงจะทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน - บุรุษควรแต่งกายเรียบร้อย ไม่ปล่อยชายเสื้อ ทรงผมตัดสั้นหรือหวีเรียบร้อย ไม่ใส่น้ำมันกลิ่นรุนแรงรบกวนผู้อื่น - สตรีไม่ควรแต่งกายแบบวับ ๆ แวม ๆ หรือใส่เสื้อบางจนเห็นเสื้อชั้นใน กระโปรงไม่ควรสั้นจนน่าเกลียด หรือผ่าหน้าผ่าหลังเพื่อเปิดเผยร่างกาย

การแต่งกายไปงานมงคล 
          คือ การทำบุญเลี้ยงพระเพื่อความสุขความเจริญแก่จิตใจ เช่น ทำบุญวันเกิด ขึ้นบ้านใหม่ งานมงคลสมรส การแสดงความยินดีในโอกาสต่าง ๆ เป็นต้น ควรแต่งกายดังนี้ - ควรแต่งกายเรียบร้อย สีสวยงามตามสมัยนิยม เหมาะสมกับงาน - ใส่เครื่องประดับพอประมาณ แต่ไม่ควรหรูหราฟุ่มเฟือยจนเกินพอดี - ขนาดพอดี ลุก นั่งได้สะดวก ไม่น่าเกลียด
การแต่งกายไปงานอวมงคล
งานอวมงคล คือ การทำบุญเลี้ยงพระที่เกี่ยวกับเรื่องการตาย นิยมทำกันอยู่ 2 อย่างคือทำบุญ หน้าศพ เรียกว่าทำบุญ 7 วัน 50 วัน หรือ 100 วัน และทำบุญอัฐิในวันคล้ายวันตายของผู้ล่วงลับ - ถ้าเป็นงานศพควรเป็นสีขาวหรือสีดำ - ถ้าเป็นวันทำบุญอัฐ ควรแต่งกายเรียบร้อย สีเรียบ ๆ ไม่มีลวดลายหรือฉูดฉาด จนเกินควร เหมาะสมกับงาน ไม่ใส่เครื่องประดับหรูหราฟุ่มเฟือยจนเกินพอดี

มารยาทการยืน การเดิน การนั่ง
มารยาทการยืน


 



การยืนตามลำพัง
ขาทั้งสองข้างชิดกัน หรืออยู่ในท่าพักแขน ปล่อย
แนบลำตัวหรือจะประสานไว้ข้างหน้าเล็กน้อย จะยืนเอียง
ข้างนิดหน่อยก็ได้  แต่ต้องให้อยู่ในท่วงที ที่สง่างาม
อย่ายืนขากาง แกว่งแขน หันหน้าไปมา ลุกลี้ลุกลนหรือ


                                                           

การยืนเฉพาะหน้าผู้ใหญ่
ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรยืนตรงหน้าผู้ใหญ่ แต่ควรยืนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ดังนี้คือ ยืนตรง
ขาชิดปลายเท้าห่างกันเล็กน้อย มือทั้งสองแนบชิดข้าง ท่าทางสำรวม
การประสานมือทำได้ ๒ วิธี
คว่ำมือซ้อนกัน จะเป็นมือไหนทับมือไหนก็ได้
๒. หงายมือทั้ง ๒ สอดนิ้วเข้าระหว่างช่องนิ้วของแต่ละนิ้ว

มารยาทการเดิน

 

วิธีเดินเข่า

                  ๑. นั่งคุกเข่าตัวตรง มือทั้งสองข้างปล่อยตามสบายอยู่ข้าง ๆ ลำตัว
๒. ยกเข่าขวา-ซ้ายก้าวไปข้างหน้าสลับกันไปมา ปลายเท้าตั้งช่วงก้าวของเข่ามีระยะพองาม ไม่กระชั้น     เกินไป มือไม่แกว่ง หากผ่านผู้ใหญ่ให้ก้มเล็กน้อย ขณะเดินเข่าระมัดระวังอย่าให้ปลายขาทั้งสองแกว่ง ไปมา ขณะก้าวเข่าอย่าให้ปลายเท้าลากพื้นจนมีเสียงดัง


 ๓. เมื่อจะลุกจากการเดินเข่า ให้ชันเข่าข้างหนึ่งข้างใดมาข้างหน้า อีกข้างหนึ่งกดลงไปกับพื้นแล้วยกตัวขึ้นช้า ๆ

การเดินตามลำพัง

     ให้เดินอย่างสุภาพหลังตรงช่วงก้าวไม่ยาวหรือสั้นจนเกินไป แกว่งแขนแต่พองาม สำหรับผู้หญิงขณะเดินให้ระมัดระวังการแกว่งแขนและสะโพกให้อยู่ในอิริยาบถที่เป็นไปโดยธรรมชาติ
   การเดินกับผู้ใหญ่ 
 

ให้เดินไปทางซ้ายค่อนไปทางหลังเล็กน้อย เว้นแต่ต้องเดินในที่จำกัด จึงเดินตามหลังเป็นแถว
ท่าเดินต้องนอบน้อมช่วงก้าวพองาม อย่าเดินส่ายตัว หรือโคลงศีรษะในกรณีที่ต้องเดินตามหลังระยะใกล้ ๆ
ต้องคอยสังเกตว่า ผู้ใหญ่ที่เดินนำอยู่นั้นจะหยุด  ณ ที่แห่งใด จะได้ชลอฝีเท้าลง ป้องกันมิให้เดิน ชนท่าน

มารยาทการนั่ง
 เป็นการนั่งที่นิยมกันในหมู่ชาวพุทธ ถือว่าสุภาพเรียบร้อย สวยงามน่าดูน่าชมปฏิบัติกันมาแต่โบราณกาล   
จนถึงทุกวันนี้ นิยมปฏิบัติประจำทั้งทางโลก และทางธรรม โดยเฉพาะขณะเข้าร่วมประชุม ณ สถานที่ซึ่งต้องนั่งกับพื้น

วิธีนั่งพับเพียบ

 
๑.การนั่งพับเพียบขวา ให้นั่งพับขาขวาปลายเท้าขวาหันไปทางด้านหลัง หงายฝ่าเท้าซ้ายขึ้นวาง ขาขวาทับฝ่าเท้าซ้าย หรือเพียงแค่แตะจรดขาขวาบริเวณหัวเข่า ตั้งกายให้ตรงระวังอย่าให้นิ้วเท้าซ้ายเกินหัวเข่าขวาออกมาข้างหน้า (ดังรูป)

 

๒.การนั่งพับเพียบซ้าย ให้นั่งพับขาซ้ายปลายเท้าซ้ายหันไปด้านหลัง หงายฝ่าเท้าขวาขึ้นวาง ขาซ้ายทับฝ่าเท้าขวา หรือเพียงแค่แตะจรดขาขวาบริเวณหัวเข่า ตั้งกายให้ตรง ระวังอย่าให้นิ้วเท้าขวาเกินหัวเข่าออกมาข้างหน้

 

วิธีการเปลี่ยนท่านั่งพับเพีย
ใช้มือทั้งสองยันที่หัวเข่าทั้งสอง หรือยันพื้น ด้านข้างลำตัวหรือด้านหน้า แล้วกระหย่งตัวขึ้นพร้อม กับพลิกเปลี่ยนเท้าพับไปอีกข้างหนึ่ง โดยพลิกเท้า ผลัดเปลี่ยนกันอยู่ด้านหลังไม่นิยมยกมาผลัดเปลี่ยน  ทางด้านหน้า


การประนมมือ (อัญชลี)

        นิยมใช้แสดงความเคารพพระรัตนตรัย ในเวลาฟังพระเจริญพระพุทธมนต์ สวดพระอภิธรรม ฟังพระธรรมเทศนา เป็นต้น
    
   วิธีการประนมมือ       
              ยกมือทั้งสองขึ้นประกบกัน ตั้ง เป็นกระพุ่มมือประนมไว้ระหว่างอก ให้ปลายมือตั้งขึ้น ข้างบนนิ้วมือ
ทั้งสองข้าง ทุกนิ้วแนบชิดสนิทกัน อย่าให้เหลื่อมล้ำกันอย่าให้กางห่างออกจากกัน ข้อศอกทั้งสองแนบชิดชายโครง  (ดังรูป)
              การประนมมือนี้เป็นกิริยาอาการที่แสดงความเคารพพระรัตนตรัย จึงนิยมทำด้วยความเรียบร้อยตั้งใจไม่นิยมปล่อยให้นิ้วมืองอหงิก นิยมตั้งกระพุ่มไว้ระหว่างอกเอียงกับลำตัวประมาณ ๔๕ องศา ไม่ยกให้สูงจรดคางหรือจรดปาก ไม่ปล่อยปลายมือให้ตกต่ำลงมาวางอยู่ที่ท้องหรือวางไว้ที่หน้าตักหรือหัวเข่า
การไหว้พระรัตนตรัย 
         นิยมแสดงความเคารพพระรัตนตรัยด้วยการไหว้เมื่อนั่งเก้าอี้หรือยืนอยู่ มีวิธีการทำดังนี้คือ

         ๑. ประนมมือไว้ระหว่างอก
         ๒. ยกมือประนมขึ้นพร้อมกับก้มศีรษะลงเล็กน้อย ให้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่ระหว่างคิ้ว ให้ปลายนิ้วชี้
            จรดหน้าผาก ทำเพียงครั้งเดียว แล้วลดมือลงตามเดิม (ดังรูป)

การไหว้บุคคล การไหว้ซึ่งกันและกันนั้นนิยมปฏิบัติเพื่อความ
          เหมาะสมแก่ชั้นและวัยของบุคคลนั้น ๆ                                                              
          มี ๓ แบบ คือ

                    ๑. การไหว้บุคคลผู้มีอายุมากกว่า (เป็นผู้ใหญ่มากกว่า)
          ๒. การไหว้บุคคลผู้มีอายุเสมอกัน                                                   

          ๓. การไหว้บุคคลผู้มีอายุน้อยกว่า

                 
                   ๑. การไหว้บุคคลที่มีอายุมากกว่า
      สำหรับผู้น้อย ปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ โดย ถือหลักมีชาติกำเนิดสูงกว่า มีคุณธรรมความดีได้รับยกย่องให้เป็นผู้ปกครอง บังคับบัญชา และมีอายุแก่กว่าตน                                                  
                การไหว้นิยมยกกระพุ่มมือขึ้นไหว้ให้ปลายนิ้วชี้อยู่ระหว่างคิ้วนิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่บนดั้งจมูกพร้อมกับก้มศีรษะน้อมตัวลงพองาม สายตามองดูท่านด้วยความเคารพอ่อนน้อมถ่อมตน                                                                                                                      

                       ๒. การไหว้บุคคลผู้มีอาวุโสเสมอกันนิยมยกมือกระพุ่มขึ้นไหว้ ให้ปลายนิ้วชี้อยู่ที่ดั้งจมูก นิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่ที่คางก้มศีรษะเล็กน้อยสายตามองกันและกันด้วยความหวังดีปราถนาดีต่อกัน 
                  

  ๓.  การรับไหว้บุคคลผู้มีอาวุโสน้อยกว่าใสำหรับผู้ใหญ่รับไหว้ผู้น้อย นิยมยกกระพุ่มมือขึ้นประนมอยู่ระหว่างอกหรือที่หน้าให้ปลายนิ้วชี้อยู่ที่ตั้งจมูกปลายนิ้วอยู่ที่ดั้งจมูกปลายนิ้วหัวแม่ มืออยู่ที่คางสายตามองดูผู้ไหว้ ด้วยความปราถนาดี


   มารยาททางวาจา
มารยาททางวาจาก็คือบุคลิกภาพที่ปรากฏในสังคมที่เกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำสำเนียงต่อบุคคลทั่วไป เช่นการใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ไม่พูดเหยียดหยามผู้อื่น การใช้ว่าคำว่ากรุณาเมื่อต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น การกล่าวคำขอโทษเมื่อทำผิดพลาด  การกล่าวคำขอบคุณเมื่อได้รับความช่วยเหลือ  ไม่ส่งเสียงดังก่อความรำคาญ  ไม่พูดจาโอ้อวดตนเอง ใช้สำเนียงการพูดที่นุ่มนวลเป็นกันเอง ฝึกใช้คำราชาศัพท์และใช้เมื่อโอกาสเหมาะสม

มารยาทการเเนะนำ
การแนะนำตัวและการแนะนำให้ผู้อื่นรู้จักกันถือเป็นมารยาททางสังคมแบบหนึ่ง ดังนั้นจึงควรทราบวิธีการแนะนำที่เหมาะสม  เช่น เมื่อต้องการแนะนำบุรุษแก่สตรีที่มีวัยอาวุโสใกล้เคียงกัน ควรใช้ว่า คุณคัทลิยาคะ อนุญาตให้ดิฉันแนะนำ ร้อยตำรวจโทพิชิต ปราบไพรพาล สารวัตรประจำสถานีตำรวจบางเขน แก่คุณคะ   และแนะนำให้ฝ่ายบุรุษรู้จักฝ่ายสตรี  คุณคัทลิยา ราชาวดี ประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การแนะนำสตรีต่อสตรี
การแนะนำบุคคลเพศเดียวกันให้รู้จักกัน ต้องยึดถือความอาวุโสเป็นสำคัญ เช่นแนะนำเพื่อนให้ร&33641;้จักมารดา จะต้องแนะนำว่า เจี๊ยบจ๋า นี่คุณแม่ของเรา จากนั้นจึงแนะนำให้คุณแม่รู้จัก เจี๊ยบว่าเป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัย คือแนะนำให้ผู้น้อยรู้จักผู้ใหญ่ก่อน

การแนะนำบุรุษแก่บุรุษ
ก็ใช้หลักการเดียวกันคือแนะนำให้ผู้น้อยรู้จักผู้ใหญ่ก่อน หรือถ้าอายุใกล้เคียงกันก็แนะนำกลางๆเช่น ขออนุญาตแนะนำให้คุณสองคนรู้จักกัน  คุณสมบูรณ์ พูนสุข ประธานบริษัทอุดมสมบูรณ์  คุณสดใส สว่างจ้า ผู้จัดการบริษัทแสงสว่างเรืองรองจำกัด ก็ใช้หลักการเดียวกันคือแนะนำให้ผู้น้อยรู้จักผู้ใหญ่ก่อน หรือถ้าอายุใกล้เคียงกันก็แนะนำกลางๆเช่น ขออนุญาตแนะนำให้คุณสองคนรู้จักกัน  คุณสมบูรณ์ พูนสุข ประธานบริษัทอุดมสมบูรณ์  คุณสดใส สว่างจ้า ผู้จัดการบริษัทแสงสว่างเรืองรองจำกัด 

การแสดงความเคารพ,เข้าพบผู้ใหญ่,ส่งและการรับของ,วิธีประเคนของพระ


การแสดงความเคารพ
            การแสดงความเคารพระหว่างบุคคลนอกจากเคารพพระดังกล่าวแล้วในตอนต้นของบทนี้มีวิธีปฏิบัติดังนี้
          ๑.  การแสดงความเคารพระหว่างบุคคล  เมื่อยืนอยู่แสดงความเคารพกันได้หลายแบบ  เช่น  ในกรณีแต่เครื่องแบบสวมหมวก  ใช้ “วันทยหัตถ์”  ถ้าแต่งเครื่องแบบแต่ไม่สวมหมวกใช้การ  ก้มศีรษะ  ในกรณีไม่ได้แต่งเครื่องแบบแต่มีหมวก  เฉพาะชายใช้การ  เปิดหมวก  ส่วนหญิงจะสวมหมวกหรือไม่ก็ตามใช้  การไหว้  โดยไม่ต้องถอดหมวกแม้จะสวมหมวกอยู่  ชายถ้าจะใช้การไหว้ก็ควรจะถอดหมวกเสียก่อน  หรือไม่ได้สวมหมวกก็ใช้  การไหว้
              การแสดงความเคารพเมื่อนั่งอยู่กับพื้น  ถ้าผู้ที่จะเคารพเป็นผู้อาวุโสพอสมควรก็นั่งพับเพียบ  เก็บเท้ายกมือไหว้  พร้อมกับน้อมตัวก้มศีรษะ
               การแสดงความเคารพเมื่อนั่งอยู่กับพื้น  ถ้าผู้ที่จะเคารพมีอาวุโสน้อย  ก็หันไปไหว้ธรรมดา  ถ้าผู้ที่จะเคารพมีอาวุโสมาก  ก็หันไปน้อมตัวไหว้แล้วควรนั่งประสานมือ  ในกรณีผู้ที่จะทำความเคารพยังไม่ได้นั่งเก้าอี้  ก็เดินไปนั่งเก้าอี้เสียก่อนแล้วจึงไหว้
           ๒.  การถวายความเคารพพระมหากษัตริย์และพระมเหสี  ตามประเพณีไทยแต่โบราณใช้การถวายบังคม  ซึ่งยังคงใช้อยู่มาจนปัจจุบัน  ทำได้ทั้งชายและหญิง  แต่โอกาสที่หญิงจะถวายบังคมมีน้อย  เพราะโดยมากใช้วิธีกราบ  การถวายบังคมมีวิธีการดังนี้
                ๑.  นั่งคุกเข่า  ยกอก  วางมือคว่ำลงบนหน้าขา  สำหรับชายแยกเข่าเล็กน้อย  อย่าให้ถึงกับเป็นแบบผายเข่า  สำหรับหญิงให้นั่งพองาม  นั่งบนส้นเท้าปลายเท้าตั้ง  มือทั้งสองวางคว่ำที่หน้าขา  ยกตัวตั้งตรง  อย่าห่อไหล่  หรือยกไหล่
                ๒.  ยกมือขึ้นประนมตรงระหว่างทรวงอก  แล้วทอดมือที่ประนมนั้นไปข้างหน้าให้ปลายมือต่ำลงระดับท้องแต่ไม่ถึงห้อย  พร้อมกับโน้มตัวไปข้างหน้า  แล้วยกปลายมือกลับขึ้นจนหัวแม่มือทั้งสองจรดหน้าผาก  ลำตัวเฉพาะเหนือเอวเอนไปข้างหลัง  ชายเอนมากกว่าหญิง  หน้าเงยขึ้นให้ตาอยู่ระดับนิ้วหัวแม่มือ  ระดับของลำตัว  ในขณะมืออยู่ในระดับจรดหน้าผากจะต้องเอนเล็กน้อยไม่ใช่ตั้งตรง  แต่ไม่ใช้เอนจนหงาย  หรือหงายแค่คอ  ท่าเอนนี้ลำตัวจะโค้งเล็กน้อย ศอกจะถ่างออก
                ๓.  ลดมือลงพร้อมกับโน้มตัวกลับไปข้างหน้า  ให้มือลงมาถึงระดับหน้าท้อง ปลายมือต่ำ
                ๔.  ยกปลายมือขึ้นในท่าประนม  ปลายมือตั้งพร้อมกับเลื่อนมือขึ้นสู่ระดับอก  และยกตัวขึ้นตรง  ทำเช่นนี้สามครั้ง  แล้วเปลี่ยนจากท่านั่งเป็นท่าหมอบ อนึ่ง  การถวายความเคารพนี้  ถวายความเคารพเฉพาะพระพักตร์  หรือระยะใกล้พระพักตร์พอสมควร  เมื่อถวายความเคารพตอนเสด็จผ่านแล้ว  ตอนเสด็จผ่านอีกไม่ต้องกราบแต่ควรอยู่ในอาการสุภาพ

การเข้าพบผู้ใหญ่  การส่งและการรับของ
      การเข้าพบผู้ใหญ่  และการส่งของรับของเป็นมารยาทที่ทุกคนต้องทราบและปฏิบัติให้ถูกต้องกับบุคคล  แลโอกาส  ซึ่งมีรายละเอียด  ดังนี้
           ๑.  การเข้าพบผู้ใหญ่  ถ้าผู้ใหญ่ยืนอยู่ให้ผู้เข้าพบเดินอย่างสุภาพเข้าไปใกล้พอสมควร  (อย่าให้ตรงหน้าผู้ใหญ่นัก)  ไหว้แล้วยืนสำรวมมือประสานกัน  ถ้าผู้ใหญ่นั่งอยู่ที่เก้าอี้  ให้เดินอย่างสุภาพ  เมื่อใกล้ผู้ใหญ่ให้ไหว้  แล้วนั่งเก้าอี้  อย่านั่งเก้าอี้ตรงหน้าผู้ใหญ่ทีเดียว  หรือจะเดินเข้าไปอย่างสุภาพไปนั่งเก้าอี้แล้วหันมาไหว้
                การเข้าพบผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่กับพื้น  ให้เดินเข้าไปอย่างสุภาพ  เมื่อเข้าไปในระยะพอสมควรแล้ว  ลงคลานลงมือเข้าไปใกล้พับเพียบเก็บเท้า  ถ้าเป็นผู้อาวุโสน้อยใช้ไหว้แล้วนั่งแบบนั่งต่อหน้าผู้ใหญ่  ถ้าเป็นผู้อาวุโสมากใช้กราบแล้วนั่งลงศอกหรือหมอบ
            ๒.  การส่งของให้ผู้ใหญ่  เมื่อผู้ส่งและผู้รับนั่งบนเก้าอี้ด้วยกัน  ผู้ส่งก็น้อมตัวลงให้ด้วยมือขวาถ้าของไม่หนัก  ถ้าเป็นของหนักก็ควรน้อมตัวส่งด้วยมือทั้งสอง  ถ้าผู้รับนั่งอยู่บนเก้าอี้  ผู้ส่งเดินเข้ามายืนระยะห่างพอสมควร  แล้วโน้มตัวส่งให้  แต่ถ้าผู้ใหญ่อาวุโสมากผู้ส่งอาจเข้าไปนั่งคุกเข่าให้ก็จะน่าดูขึ้น  การส่งของให้ผู้ใหญ่ที่นั่งกับพื้น  ผู้ส่งควรเดินเข้าไประยะพอสมควรแล้วลงนั่งพับเพียบหรือเดินเข้าไปใกล้พอสมควรแล้วคลานเข้าไปนั่ง  ส่งของให้แล้วไหว้  หรือวางของลงก่อนแล้วไหว้  แล้วยกของไหว้
          ๓.  การแจกของชำร่วย  ตามปกติของชำร่วยจะวางไว้บนพานหรือถาด  ผู้แจกจับภาชนะสองมือ  ถ้าเป็นพานก็จับที่คอพาน  แล้วยื่นพานให้ผู้รับแจกหยิบเอาเอง  อย่าหยิบส่งเว้นแต่แจกของชำร่วยในงานมงคลสมรส  ซึ่งเจ้าบ่าวเป็นผู้ถือพานใส่ของชำร่วยและให้เจ้าสาวหยิบของชำร่วยให้  โดยย่อตัวเล็กน้อยหรือย่อลงเข่าข้างเดียว  หรือนั่งลงเข่าทั้งสองข้าง  หรือนั่งพับเพียบตามแต่ผู้รับจะนั่งอยู่บนเก้าอี้หรือพื้น  หรือมีอาวุโสอย่างไร  แล้วหยิบของชำร่วยส่งให้ผู้รับ
            ๔.  การรับของจากพระสงฆ์  ถ้าในขณะที่พระสงฆ์ยืนอยู่หรือนั่งในที่สูงให้ผู้รับเดินเข้าไปด้วยกิริยาอาการสำรวม  เมื่อได้ระยะพอสมควร  ให้ยืนตรง  น้อมตัวลงไหว้และยื่นมือทั้งสองเข้าไปรับพร้อมกับน้อมตัวลงเล็กน้อย  สำหรับชายรับของจากมือท่านได้  แต่สำหรับหญิงให้แบมือทั้งสองชิดกันคอยรองรับสิ่งของที่ท่านจะปล่อยลงในมือให้  เมื่อรับสิ่งของแล้ว  ถ้าสิ่งของเล็กนิยมน้อมตัวลงยกมือไหว้พร้อมกับสิ่งของในมือ  ถ้าสิ่งของที่รับนั้นใหญ่หรือหนัก  ก็ไม่ต้องไหว้  รับแล้วค่อยหันตัวกลับเดินไปได้
             ถ้าในขณะที่พระสงฆ์นั่งเก้าอี้  ให้ผู้รับเดินเข้าไปด้วยอาการสำรวม  เมื่อเข้าไปใกล้พอสมควรให้ยืนตรงแล้วนั่งคุกเข่าข้างซ้ายชันเข่าขวา  น้อมตัวลงยกมือไหว้  แล้วยื่นมือทั้งสองออกไปรับของเช่นที่กล่าวมาแล้ว  เมื่อรับของแล้วถ้าของนั้นเล็กก็น้อมตัวลงไหว้พร้อมกับของนั้นอยู่ในมือ  ถ้าเป็นของใหญ่หรือของหนัก  นิยมวางของนั้นไว้ข้างตัวด้านซ้ายมือ  น้อมตัวลงไหว้แล้วยกของนั้นด้วยมือทั้งสองประคองขึ้น  ลุกขึ้นยืนหันหน้ากลับเดินไปได้


การรับของที่ระลึก จากพระสงฆ์ (ชาย)
ที่มา : ภาพโดย ศุภโชค พรไชยะสิทธิ์


การรับของที่ระลึก จากรพะสงฆ์ (หญิง)
ที่มา : ภาพโดย ศุภโชค พรไชยะสิทธิ์

            ถ้าในขณะพระสงฆ์นั่งกับพื้น  ให้เดินเข้าไปด้วยกิริยาสำรวม  เมื่อใกล้อาสนะที่พระสงฆ์นั่งอยู่พอสมควร  นั่งคุกเข่าลงแล้วเดินเข่าหรือคลานเข้าไปจนได้ระยะรับของแล้วนั่งคุกเข่าสำหรับชายหรือนั่งพับเพียบสำหรับหญิง  กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์  ๓  หน  แล้วยื่นมือทั้งสองไปรับของแบบที่กล่าวมาแล้ว  เมื่อรับของแล้ว  นิยมวางของนั้นไว้ข้างตัวด้านขวามือ  กราบ  ๓  หน  แล้วหยิบของนั้นด้วยมือทั้งสองประคองเดินเข่าถอยหลังไป  จนห่างพอสมควรแล้วลุกขึ้นยืนหันเดินกลับได้

          ๕.  การรับของพระราชทานจากผู้อื่น  ซึ่งเป็นประธานในงาน  ในการรับของพระราชทาน  ซึ่งผู้เป็นประธานในงานเป็นผู้มอบ  โดยมากตั้งโต๊ะบูชาประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์เสมอ  ผู้รับจึงถือเสมือนรับพระราชทานจากองค์พระมหากษัตริย์  เมื่อเข้าไปรับถวายคำนับพระบรมรูปก่อน  แล้วรับจากผู้มอบโดยไม่ต้องทำความเคารพผู้มอบ  เวลารับควรนั่งย่อเข่าข้างหนึ่งรับ  เมื่อรับแล้วผู้รับหันหน้าไปทางพระบรมรูปถวายคำนับ  เดินถอยหลังประมาณ  ๓  ก้าว  แล้วจึงกลับตัวเดินเข้าที่  ในการรับไม่ต้องทำ  “เอางาน”  แต่เมื่อรับแล้วต้องเชิญของเหมือนกับรับพระราชทานจากพระหัตถ์


วิธีประเคนของพระ  
             การประเคนของพระ  คือ  การถวายของให้พระได้รับถึงมือ  ของที่ประเคนนั้นต้องเป็นของที่คนเดียวพอยกได้อย่างธรรมดา
ไม่ใช่ของหนัก  หรือใหญ่โตจนเกินไป  ไม่มีวัตถุอนามาส  คือ  เงิน  ทอง  หรือของกะไหล่ด้วยเงินแท้หรือทองแท้ปนอยู่ด้วย
เพราะเป็นของไม่เหมาะแก่ภาวะของพระที่จะรับได้และถ้าเป็นของเคี้ยวของฉัน  ต้องประเคนได้เฉพาะในกาล  นอกกาล  คือ  เวลาวิกาล
ตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงย่ำรุ่งวันใหม่  ไม่ควรนำมาประเคน  วิธีประเคนนั้น  พึงปฏิบัติดังนี้
             วิธีประเคน  สำหรับชายและหญิง  พึงปฏิบัติต่างกันดังนี้
             สำหรับชาย  พึงนั่งคุกเข่าหรือยืนตามความเหมาะสมแก่สถานที่  คือ  ถ้าพระนั่งเก้าอี้  พึงยืน  ถ้าพระนั่งกับพื้น  พึงนั่งคุกเข่า
ยกสิ่งของนั้นด้วยมือทั้งสอง  น้อมสิ่งของนั้นเข้าไปใกล้พระผู้รับประเคน  ยกให้พ้นจากพื้น  ส่งถวายถึงมือพระผู้รับประเคน
ถ้าสิ่งของนั้นมีหลายถ้วยจัดมาถวายองค์ละถ้วย  ให้หยิบถวายที่ละถ้วย  ไม่นิยมถวายด้วยการยกถวายทั้งหมดโดยให้พระท่านยกเอาเอง
เมื่อถวายเสร็จแล้ว  พึงไหว้หรือกราบด้วยการแสดงความเคารพทุกครั้ง
             สำหรับหญิง  พึงยืนหรือนั่งพับเพียบตามความเหมาะสมแก่สถานที่ดังกล่าวแล้ว
แล้วยกสิ่งของนั้นด้วยมือทั้งสองน้อมเข้าไปใกล้พระผู้รับประเคนพอสมควร
วางบนผ้าที่พระทอดรับประเคนนั้นจะส่งถวายให้ถึงมือพระแบบชายถวายไม่ได้  และระวังรอให้พระจับชายผ้าทอดรับประเคนนั้นเสียก่อน
จึงวางสิ่งของที่จะประเคนลงบนผืนผ้านั้น  เมื่อถวายเสร็จแล้วพึงไหว้หรือกราบเป็นการแสดงความเคารพทุกครั้ง
             ข้อควรระวัง  สิ่งของที่ประเคนแล้วนั้นห้ามฆราวาสไปจับต้อง  หากฆราวาสไปจับต้องถือว่าเป็นการขาดประเคน 
ต้องประเคนสิ่งของนั้นเสียใหม่  จึงจะไม่เกิดโทษแก่พระสงฆ์
              ลักษณะการประเคนของพระที่ถูกต้อง  มีดังนี้
              ๑.  ของที่ประเคนพระนั้นต้องไม่ใหญ่โต  หรือหนักเกินไป  พอคนขนาดปานกลางยกคนเดียวได้และต้องยกของนั้นให้พ้นที่ของนั้นวางอยู่
              ๒.  ผู้ประเคนต้องเข้ามาในหัตถบาส  คือผู้ประเคนต้องอยู่ห่างจากพระผู้รับประเคนประมาณ  ๑  ศอก
              ๓.  ผู้ประเคนน้อมสิ่งของนั้นเข้ามาให้ด้วยอาการแสดงความเคารพ
              ๔.  กิริยาที่น้อมสิ่งของเข้าให้นั้นจะส่งให้ด้วยก็ได้  หรือจะตักส่งให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย  เช่น  ใช้ทัพพีตักถวายก็ได้
              ๕.  พระภิกษุผู้รับประเคน  จะรับด้วยมือก็ได้  จะเอาผ้าทอดรับก็ได้  หรือจะเอาภาชนะรับ  เช่น
เอาบาตรหรือจานรับสิ่งของที่เขาตักถวายก็ได้
                   การประเคนที่ประกอบด้วยลักษณะ  ๕  ประการนี้  จึงจะถูกต้องตามพระพุทธานุญาตไม่เกิดโทษแก่พระสงฆ์
หลักสำคัญของการประเคนนี้  ต้องแสดงออกด้วยความเคารพ  ไม่ใช่เสือกไสให้หรือทิ้งให้โดยไม่เคารพ
(กรมการศาสนา, ๒๕๔๕, หน้า ๒๑๗ – ๒๒๒)

 
การเดินเข่าประเคนของแด่พระสงฆ์  (ชาย)
ที่มา : ภาพโดย ศุภโชค  พรไชยะสิทธิ์

 
การเดินเข่าประเคนของแด่พระสงฆ์  (หญิง)
ที่มา : ภาพโดย ศุภโชค  พรไชยะสิทธิ์

การคลาน

การคลาน
     การคลาน  เป็นมารยาทที่ปฏิบัติเวลานั่งอยู่กับพื้นแล้วต้องเคลื่อนที่ไปปฏิบัติกิจธุระต่างๆ  มีแบบปฏิบัติดังนี้
     ๑  การคลานลงมือ  ใช้ในกรณีไม่ได้ถือของ  โดยเริ่มจากนั่งคุกเข่าตัวตรงโน้มตัวลง  เอามือจรดพื้น  ฝ่ามือติดพื้น  นิ้วติดกัน  ปลายนิ้วชี้ไปข้างหน้า  ปลายเท้าตั้งคลานโดยสืบเข่าและมือไปข้างหน้าสลับข้างกัน  อย่าให้ส่วนหลังโค้ง
และอย่าให้หลังย้อยต่ำ  ซึ่งจะทำให้สะโพกยก  คลานตรงๆ  อย่าส่ายสะโพก  คลานให้ระยะห่างของมือและเท้าเท่ากัน
ตลอดทาง  อย่าให้มือชิดกัน  ให้ห่างกันเท่ากับระยะช่วงไหล่  อย่าก้มหน้า


ภาพการการคลาน

     ๒  การคลานยกของ  ถ้ายกของหรือถือของคลานจะต้องคลานในแบบยกของที่เรียกง่ายๆ ว่า  “คลานโขยก”
ยกของมือเดียวคลานแบบหนึ่ง  สองมือคลานอีกแบบหนึ่ง  การยกของคลานสำหรับผู้หญิง  ถ้าเป็นของเล็กยกมือเดียว
ถ้าเป็นของใหญ่ยกสองมือ  แต่สำหรับผู้ชายคลานยกของ  ไม่ว่าของที่ยกจะเป็นของใหญ่หรือของเล็กจะต้องยก
สองมือเสมอ  โดยปฏิบัติ  ดังนี้

การคลานลงมือ  ผ่านพระสงฆ์หรือผู้ใหญ่
       การคลานลงมือ  ผ่านพระสงฆ์หรือผู้ใหญ่

       ๑.  คลานยกของมือเดียว (สำหรับผู้หญิง)
             ๑.๑  ถือของด้วยมือขวา วางของบนฝ่ามือ แขนขวาเชิญตั้งฉากกับลำตัว
             ๑.๒  ก้าวเข่าไปข้างหน้า  พร้อมกับลากขาอีกข้างหนึ่งตามไป
             ๑.๓  มือซ้ายแตะพื้นอย่างหย่งมือ คือ ปลายนิ้วจรดพื้น  ฝ่ามือพ้นพื้น
             ๑.๔  เมื่อเข่าทั้งสองเสมอกันแล้ว  ลดเข่าลงพร้อมกัน
             ๑.๕  ปลายเท้าหรือปลายรองเท้าต้องตั้งอยู่เสมอ
             ๑.๖  ตัวตรง  หน้าตรง
             ๑.๗  ทำสม่ำเสมอตลอดระยะทางไม่หยุดชะงักเป็นตอน ๆ  ถ้าจะถอยหลังก็คลานรวมถอยหลังไปเหมือนเดินเข่า

      ๒.  คลานยกของสองมือ
      แบบชาย คลานเหมือนคลานเช่นในการแสดงโขน  ละคร
           ๑.๑  ถือของสองมือในระดับหน้าท้อง  แขนตั้งฉาก  ไม่กางศอก
           ๑.๒  นั่งคุกเข่า
           ๑.๓  ยกเข่าไปข้างหน้า ตัวเฉียง พร้อมกับวาดเท้าอีกข้างหนึ่งไปหาเท้าของเข่าที่ยกไป
           ๑.๔  ปลายเท้าตั้ง
           ๑.๕  ทำเช่นนี้สลับข้างกันไป
           ๑.๖  ระหว่างคลานลำตัวตั้งตรง  ค่อนข้างยกอก

      ๓.  คลานถอยหลัง ยกเท้าข้างหนึ่ง
           ๑.๑  วางเท้าอีกข้างหนึ่งตามไปวางข้างเท้าของขาที่ยกไป
           ๑.๒  ทำสลับกันไป
      แบบหญิง ถือของสองมือ
           ๑.๑  ยกเข่าข้างหนึ่งตั้ง
           ๑.๒  ลากขาอีกข้างหนึ่งตาม
           ๑.๓  เมื่อเข่าเสมอกันลดลงพร้อมกัน  ให้เข่าที่ตั้งถึงพื้นเข่าของเขาที่ลากมาอยู่สูงกว่าพื้นเล็กน้อย
           ๑.๔  ยกเข่าข้างที่ไม่จรดพื้นไปข้างหน้า แล้วลากของเข่าที่จรดพื้นตามไป  แล้วทำเช่นข้างต้น  ทำอย่างนี้สลับกันไป
                และสม่ำเสมอไม่หยุดชะงักเป็นตอน ๆ (กรมการศาสนา, ๒๕๔๕, หน้า ๒๐๙ – ๒๑๗)


การนั่ง การหมอบและการนั่งคุกเข่าในงาน และโอกาสต่างๆ

การนั่ง 
     การนั่ง  การหมอบและการนั่งคุกเข่าในงาน  และโอกาสต่างๆ  มีวิธีปฏิบัติดังนี้

     ๑  นั่งเก้าอี้  การนั่งเก้าอี้  นั่งตัวตรง  หลังพิงพนักเก้ากี้  เท้าชิด  เข่าชิด  มือวางบนหน้าขา  ถ้าเป็นเก้าอี้เท้าแขน  เมื่อนั่งตามลำพังจะเอาแขนพาดเท้าแขนก็ได้  ไม่ควรนั่งเอาปลายเท้าหรือขาไขว้กันอย่าง  “ไขว่ห้าง”  ควรนั่งเต็มเก้าอี้  อย่านั่งโดยโยกเก้าอี้ให้ยกหน้าหรือเอนหลัง  ถ้าเป็นหญิงต้องระมัดระวังเครื่องแต่งกาย  อย่าให้ประเจิดประเจ้อ
ในราชฐาน  ต้องนั่งด้วยความเคารพ
     ๒  การนั่งลงศอกในกรณีนั่งเก้าอี้  เมื่อนั่งเก้าอี้ตามมารยาทการนั่งเก้าอี้แล้วให้น้อมตัวลงเงยหน้าเล็กน้อย  วางแขนทั้งสองลงบนหน้าขา  มือประสานกัน
     ๓  นั่งกับพื้น  นั่งพับเพียบในลักษณะสุภาพ  ยืดตัว  ไม่ต้องเก็บปลายเท้า  แต่อย่า   เหยียดเท้า  ถ้านั่งต่อหน้าผู้ใหญ่  ต้องนั่งเก็บเท้า  มือประสานไม่นั่งทับเท้า
     ๔  การนั่งลงศอกในกรณีนั่งบนพื้น  ให้นั่งในท่าพับเพียบเก็บปลายเท้า  แล้วน้อมตัวลงต่ำ  เงยหน้าเล็กน้อย  วางส่วนแขนขวาลงบนหน้าขามือประสานกัน
     ๕  การหมอบ  ให้นั่งพับเพียบเก็บปลายเท้าก่อน  แล้วหมอบลงไปให้เข่าข้างหนึ่งอยู่ระหว่างแขนทั้งสองข้าง  แขนวางราบกับพื้นตลอดครึ่งแขน  ส่วนมือถึงศอกประสานหรือประนมแล้วแต่กรณี
     ๖  การนั่งคุกเข่า  ให้นั่งตัวตรง  วางก้นบนส้นเท้า  ปลายเท้าตั้ง  มือทั้งสองประสานกัน  หรือจะวางคว่ำบนหน้าขาก็ได้
     ๗  การนั่งหน้ารถพระที่นั่งหรือรถที่นั่ง  ตามธรรมดาต้องเป็นชาย  ก่อนที่จะขึ้นนั่งต้องถวายเคารพก่อน  แล้วขึ้นนั่งโดยหันหลังขึ้นนั่งพร้อมกับยกขาขึ้นตามไปด้วย  นั่งตัวตรง  ขาชิดเข่าชิด  หลังแตะพนักแต่ไม่พิง  มือประสานบนตัก  สำรวมอิริยาบถ  แต่ให้ผึ่งผาย  ไม่เหลียวหน้าไปทางใด